จุดเริ่มต้นจากแรงผลักดันและอุดมการณ์ของผู้สร้างยานยนต์ออฟโรดระดับสากล
ในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกนั้น น้อยครั้งมากที่เราจะเห็นมหาเศรษฐีระดับโลกหันมาลงมือสร้างรถยนต์ด้วยตัวเอง หลังจากที่พยายามเจาะลึกและขอซื้อสิทธิ์ในการผลิตแม่พิมพ์รถในดวงใจแต่ได้รับการปฏิเสธ
จนกลายเป็นที่มาของยานยนต์ออฟโรดดีไซน์ดุดันนามว่า Ineos Grenadier เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การสร้างรถสปอร์ตหรูหราสำหรับวิ่งในเมืองใหญ่ แต่เป็นการสร้างเครื่องมือที่พร้อมสำหรับการทำงานหนักในทุกสภาพภูมิประเทศ
การเดินทางเข้าสู่เส้นทางมหาโหดเพื่อพิสูจน์คำโฆษณาในระดับสากล
การนำตัวรถเข้าสู่พื้นที่ทดสอบที่โหดที่สุดในโลกจึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ณ ทดสอบรถออฟโรด เมืองโมอับ รัฐยูทาห์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยคำถามสำคัญคือรถยนต์ที่พึ่งส่งมอบจากโชว์รูมโดยไม่มีการดัดแปลงจะผ่านไปได้หรือไม่
องค์ประกอบที่ทำให้ยานยนต์คันนี้โดดเด่นเหนือกว่ารถอเนกประสงค์ทั่วไปประกอบด้วย ดั่งโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อความยั่งยืนของการใช้งาน
- ระบบต้นกำลังมาตรฐานสากล: ขุมกำลังแรงบิดสูงในรอบต่ำที่ช่วยให้การไต่เนินชันเป็นไปอย่างต่อเนื่องไร้การสะดุด
- โครงสร้างฐานรากเพื่อการผจญภัย: ระบบเพลาขับแบบแข็งทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่รองรับการกระแทกจากก้อนหินขนาดใหญ่
- กันชนแบบโมดูลาร์และการดูแลรักษา: ชิ้นส่วนกันชนภายนอกที่แยกส่วนการเปลี่ยนชิ้นใหม่ได้ทันทีเมื่อเกิดความเสียหายเฉพาะจุด
การเลือกประเภทตัวถังให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิตและการเดินทาง
จากการทดสอบไต่ระดับความชันบนพื้นผิวสัมผัสที่มีความเอียงเกือบสามสิบองศา ทำให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจในการควบคุมทิศทางแม้ในมุมมองที่มองเห็นเพียงท้องฟ้าและหน้าผาหิน
ทั้งนี้รถยนต์รุ่นดังกล่าวได้รับการเผยโฉมออกมาสองรูปแบบหลักเพื่อการใช้งานที่แตกต่าง รุ่นแรกคือประเภทสเตชันแวกอนที่มีฐานล้อสั้นกระชับเหมาะสำหรับการเลี้ยวในที่แคบ
การออกแบบภายในห้องโดยสารที่เน้นประโยชน์ใช้สอยมากกว่าแฟชั่น
สวิตช์ทุกชิ้นถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่พอที่จะใช้งานได้แม้ในขณะสวมถุงมือหนา นอกจากนี้พื้นผิวภายในยังได้รับการติดตั้งจุกระบายน้ำเพื่อความสะดวกในการฉีดล้างทำความสะอาด
และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดชุมชนผู้ใช้งานที่เหนียวแน่นและขยายตัวอย่างรวดเร็วในตลาดโลกในปัจจุบัน